เทคนิคการเป่าขลุ่ย

เทคนิคการเป่าขลุ่ย

 

การที่เราจะเป่าขลุ่ยให้ไพเราะนั้น ย่อมมีเทคนิคต่างๆกันเช่น การเปาให้มีเสียงสั่น เสียงเอื้อน เสียงรัว หรือมีเสียงควงประกอบด้วยเป็นต้น การเป่าให้ได้เสียงที่กล่าวไว้นั้น ต้องอาศัยการหมั่นฝึกฝน โดยมีวิธีการหลายอย่างดังนี้

1.การเป่าเสียงสั่น ต้องบังคับลมให้ออกมาเป็นช่วงๆ ให้ลมทยอยออกมาถี่ๆ หรือห่างๆ ตามต้องการที่จะทำให้เกิดเสียงคล้ายคลื่นตามอารมณ์ของเพลง

2.การเป่าเสียงรัว หรือการพรมนิ้วทำได้โดยใช้นิ้วเปิดปิดสลับกันถี่ๆ ใช้สอดแทรกเพื่อให้เพลงเกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น

3.การเป่าเสียงเอื้อน คือการใช้นิ้วค่อยๆเปิดบังคับลมให้เสียงขลุ่ยโรยจากหนักไปเบาหรือจากเบาไปหนักที่เสียงใดเสียงหนึ่ง

4.เสียงโหยหวน หวน ใช้ลมและนิ้วบังคับเพื่อให้เสียงต่อเนื่องระหว่างสองเสียง เช่นเสียงคู่สาม คู่ห้า ซึ่งเป็นเสียงที่มีความกลมกลืนกันมากเท่ากับเสียงโดกับเสียงซอล เป็นต้น

5.การหยุด หรือ การชะงักลม การเป่าขลุ่ยบางจังหวะควรมีการหยุด การเบา การเน้นเสียงบ้าง เพื่อให้เพลงเกิดความไพเราะมากขึ้น

6.เสียงเลียน หรือ เสียงควง คือการทำเสียงโดยใช้นิ้วต่างกันแต่ได้เสียงเดียวกัน ใช้เมื่อทำนองเพลงช่วงนั้นยาว ทำได้โดยการเป่าเสียงตรงก่อนแล้วจึงเป่าเสียงเลียนและกลับมาเป่าเสียงตรงเมื่อหมดจังหวะ การเป่าโดยใช้เสียงตรงและเสียงเลียนนี้จะทำให้เพลงเกิดความไพเราะได้อีกแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อย่างมากในการเลือกขลุ่ย เพราะขลุ่ยที่ดีเสียงตรงกับเสียงเลียนต้องเท่ากัน

ประการสุดท้ายผู้ฝึกหัดควรหาโอกาสฟังการเดี่ยวขลุ่ย หรือเสียงขลุ่ยที่บรรเลงในวงดนตรีไทย จากวิทยุ เทป หรืด ซีดี ให้มากๆ แล้วใช้ความสังเกตจากการฟังจดจำเอาแบบอย่างมาฝึกฝนให้เชี่ยวชาญต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.trsc.ac.th/web_load_st/school/ko5.html

 

ผู้ที่สนใจซื้อขลุ่ยสามารถติดต่อได้ที่
02-465-8090 หรือ        089-990-1168
Fax 02-890-0340

Facebook : http://www.facebook.com/people/Krui-Thaweephol/100002907825176

Email : kluithaweephol@hotmail.com

ขลุ่ยไม้ไผ่ลายดอกเอกลักษณ์บ้านลาว

ขลุ่ยไม้ไผ่ลายดอกเอกลักษณ์บ้านลาว

        เมื่อเข้าไปในชุมชนบางไส้ไก่ ฉันก็เห็นชาวบ้านในชุมชนกำลังนั่งเหลาท่อนพลาสติกกลมๆกันอยู่ ทำให้แน่ใจได้ว่าฉันคงมาถึงแหล่งผลิตขลุ่ยแล้ว เดินมาอีกอึดใจหนึ่งป้าย “ขลุ่ยบ้านลาว” ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงหวานๆ สำเนียงไทยของขลุ่ยลอยมารับฉันตั้งแต่ปากทางเข้า ทำให้อดนึกถึงบรรยากาศท้องทุ่งท้องนา นั่งเป่าขลุ่ยบนหลังควายไม่ได้ ที่นี่ฉันได้มาเจอกับพี่ทวีผล สอนวิทย์ ช่างทำขลุ่ยในชุมชนบ้านลาวที่นั่งทดสอบเสียงขลุ่ยกันอยู่หน้าบ้านซึ่งทำเป็นโรงงานทำขลุ่ยขนาดเล็กด้วย

ฉันจึงสบโอกาสเหมาะที่จะให้พี่ทวีผลเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของขลุ่ยบ้านลาว พี่ทวีผลเริ่มเล่าว่าการทำขลุ่ยของที่นี่มีมานานกว่าร้อยปีตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย หรือประมาณได้ว่าตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชุมชน ตัวของพี่ทวีผลได้รับสืบทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ ซึ่งสืบทอดมาจากปู่ย่าอีกทอดหนึ่ง และในชุมชนก็ยังมีอีก 5-6 ครอบครัวที่ยังคงสืบทอดการทำขลุ่ยบ้านลาวเอาไว้ แต่ก็นับว่าลดลงมากจากเมื่อก่อน

       ครอบครัวของพี่ทวีผลเองนั่นก็รับทำขลุ่ยทุกประเภทแล้วแต่จะมีลูกค้าสั่ง ทั้งขลุ่ยพลาสติกที่นักเรียนนำไปใช้ฝึกหัดเป่าขลุ่ย และขลุ่ยไม้ซึ่งมีวิธีทำที่ยากกว่า เพราะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่การเลือกไม้ไผ่ ซึ่งก็ยุ่งยากไม่น้อยเพราะไม่สามารถกำหนดขนาดของไม้ได้ พี่ทวีผลสาธิตขั้นตอนการทำขลุ่ยให้ฉันดู เริ่มจากการวัดตำแหน่งของรูขลุ่ย จากนั้นจึงทำส่วนของปากนกแก้วหรือรอยเจาะตรงบริเวณที่จะให้เกิดเสียง การทำดากขลุ่ยหรือรอยปาดให้เกิดช่องลมผ่านที่จะต้องไม่ให้กินพื้นที่มากเกินไป เพราะถ้าพื้นที่มากจะกินลม เป่าแล้วเหนื่อยง่าย แล้วยังต้องมีการทดสอบคุณภาพเสียง เห็นขั้นตอนทั้งหมดนี้แล้วก็บอกได้เลยว่า กว่าจะออกมาเป็นขลุ่ยซักหนึ่งเลาที่เสียงดีๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

       สำหรับเอกลักษณ์ของขลุ่ยบ้านลาวที่ไม่เหมือนใครนั้นก็อยู่ที่ลวดลาย เรียกว่าขลุ่ยไม้ไผ่ลายดอก หรือขลุ่ยไม้ไผ่ลายหิน ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างจะหายากแล้ว เพราะการทำลวดลายที่ว่านี้จะต้องนำตะกั่วมาละลายแล้วจึงนำมาราดบนขลุ่ยไม้ไผ่ให้เกิดเป็นลาย แต่เนื่องสารสะสมจากตะกั่วนั้นเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ ชาวบ้านในชุมชนจึงเลิกทำขลุ่ยลายนี้กันไป

      พี่ทวีผลเป่าขลุ่ยขับขานเป็นท่วงทำนองเพลงค้างคาวกินกล้วยให้ฉันฟังเป็นของแถมก่อนจะอำลา พร้อมกับบอกว่าถ้าใครอยากที่จะเข้าไปเรียนรู้เรื่องของเครื่องดนตรีขลุ่ยที่บ้านลาวแห่งนี้ ชาวชุมชนที่นี่ก็ยินดีจะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ทุกคนที่สนใจก่อนที่งานฝีมือเหล่านี้จะเลือนหายไป

ผู้ที่สนใจซื้อขลุ่ยสามารถติดต่อได้ที่
02-465-8090    หรือ  089-990-1168
Fax 02-890-0340

Facebook : http://www.facebook.com/people/Krui-Thaweephol/100002907825176

Email : kluithaweephol@hotmail.com

ประวัตืขลุ่ยไทย

ประวัติขลุ่ยไทย

   ขลุ่ย  เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณตามหลักฐาน ขลุ่ยเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับแคน  ได้มีการขุดพบหีบศพภรรยาของเจ้าเมืองไทยที่ริมแม่น้ำฮวงโห  หีบนั้นแบ่งออกเป็น

เก้าชั้น  แต่ละชั้นจะบรรจุทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อันเป็นของรักของภรรยาเจ้าเมืองท่านนั้น ปรากฏว่าภายในหีบบรรจุศพชั้นในสุดที่อยู่ติดกับตัวศพมีของที่สำคัญ 3 ชิ้น คือ  แคน 1 เต้า  ขลุ่ย 1 เลา

และขิม 1 ตัว  ศพนั้นมีอักษรจารึกศักราชไว้ด้วย  ซึ่งถ้านับถึงปัจจุบันก็มีอายุได้ 2,000 ปีเศษแล้ว ด้วยเหตุนี้ขลุ่ยและแคนจึงเป็นเครื่องดนตรีไทยที่นับว่าโบราณมากทีเดียว (อุทิศ นาคสวัสดิ์.

ม.ป.ป. : 1)

                ขลุ่ยและปี่ซอเป็นเครื่องดนตรีที่ทำง่ายกว่าแคน  เพราะขลุ่ยเป่าได้โดยไม่ต้องใช้ลิ้น เพียงแต่เจาะรูที่ท่อไม้ไผ่ก็เป่าได้แล้วอย่างขลุ่ยผิวของจีน  ต่อมาจึงเกิดการใช้ไม้ทำเป็นเครื่องบังคับลมเรียกว่า  “ดาก” เข้าไปในตัวขลุ่ย และเจาะลิ้นให้เกิดเสียง  เช่น ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ที่ใช้กันในปัจจุบัน (สงบศึก ธรรมวิหาร.  2540 : 6)

              ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ดนตรีไทยได้เจริญรุ่งเรืองมาก  ประชาชนนิยมเล่นกันมาก  เครื่องดนตรีในสมัยนี้ก็ได้มาแต่กรุงสุโขทัย  ได้แก่ เครื่องดีด สี ตี เป่า ประชาชนนิยมเล่นกันมากจนเกินขอบเขต และได้มีกฎมณเฑียรบาลในสมัยพระบรมไตรโลกนารถ (พ.ศ. 1991 – 2031)  ไว้ว่า  “ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย  เป่าปี่  สีซอ  ดีดกระจับปี่  ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน”  (สงบศึก ธรรมวิหาร.  2540 : 14)

                การผสมของดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและตอนปลายนั้น  ก็ยังไม่มีขลุ่ยสำหรับปี่พาทย์นั้นมีแต่เครื่องห้า  ซึ่งย่อมจะใส่ขลุ่ยลงไปไม่ได้  เพราะมีแต่ปี่พาทย์ไม้แข็งเท่านั้น มโหรีหญิงมาเพิ่มเป็นเครื่องหกเมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา  และขลุ่ยก็เริ่มมีบทบาทตอนนี้ คือ การเพิ่มรำมะนาเข้าไปคู่กับโทน และมีการเพิ่มขลุ่ยลงไปอีกเลา

                ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขลุ่ย ได้เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทมาก  วงดนตรีหลายประเภท ขาดขลุ่ยไม่ได้เอาทีเดียว  เช่น  วงมโหรีก็ต้องใช้ขลุ่ย  เครื่องสายไทย หรือเครื่องสายผสมชนิดใด ๆก็ต้องใช้ขลุ่ยทั้งนั้น  จากนั้นวงปี่พาทย์ไม้นวมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล็ก  เครื่องใหญ่  ก็ต้องใช้ขลุ่ยเป่าแทนปี่  วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์  ที่เกิดขึ้นในสมัยหลังก็ใช้ขลุ่ยแทนปี่เหมือนกัน
(อุทิศ  นาคสวัสดิ์. ม.ป.ป. : 1 – 2)

                ในสมัยก่อนนั้นขลุ่ยมีขนาดเดียว  เมื่อเข้ามาเล่นผสมวงกับเครื่องดนตรีไทยชนิดอื่นจึงมีคนคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเป็น  3  ขนาด  ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ และขลุ่ยอู้  เป็นต้น  ซึ่งต่อมาก็ได้มีผู้คิดค้นขลุ่ยขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ขลุ่ยกรวด” ขลุ่ยชนิดนี้มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง  ใช้เล่นกับวงเครื่องสายที่นำเอาเครื่องดนตรีฝรั่งมาร่วมด้วย(สงบศึก ธรรมวิหาร.  2540 : 109)

                สรุปได้ว่า  ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ของไทย  มีอายุมากกว่า 2,000 ปี  โดยในสมัยแรกๆ  ใช้เป่าเล่นกันเพียงลำพัง  ไม่ได้เล่นผสมวงกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น  คงใช้เป่าเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น  และต่อมาก็ได้ใช้ขลุ่ยเป่าผสมวงกับเครื่องดนตรีไทย เช่น  วงมโหรีเครื่องหก  วงปี่พาทย์ไม้นวม  โดยใช้ขลุ่ยเป่าแทนปี่  เป็นต้น

                ขลุ่ยได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีเสียงที่เหมาะสมกับการผสมวงกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ  จึงเกิดเป็นขลุ่ยประเภทต่าง ๆ  เช่น ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ หรือแม้แต่ขลุ่ยกรวดที่ใช้เล่นผสมกับเครื่องสากลเป็นต้น

ผู้ที่สนใจซื้อขลุ่ยสามารถติดต่อได้ที่
02-465-8090  หรือ    089-990-1168
Fax 02-890-0340

Facebook : http://www.facebook.com/people/Krui-Thaweephol/100002907825176

Email : kluithaweephol@hotmail.com

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.